วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สนามแม่เหล็ก

สนามแม่เหล็ก นั้นอาจเกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า หรือในทางกลศาสตร์ควอนตัมนั้น การสปิน(การหมุนรอบตัวเอง) ของอนุภาคต่างๆ ก็ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กเช่นกัน ซึ่งสนามแม่เหล็กที่เกิดจากการ สปิน เป็นที่มาของสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กถาวรต่างๆ
สนามแม่เหล็กคือปริมาณที่บ่งบอกแรงกระทำบนประจุที่กำลังเคลื่อนที่ สนามแม่เหล็กเป็นสนามเวกเตอร์และทิศของสนามแม่เหล็ก ณ ตำแน่งใดๆ คือทิศที่เข็มของเข็มทิศวางตัวอย่างสมดุล
เรามักจะเขียนแทนสนามแม่เหล็กด้วยสัญลักษณ์ \mathbf{B}\ เดิมทีแล้ว สัญลักษณ์  \mathbf{B} \ นั้นถูกเรียกว่าความหนาแน่นฟลักซ์แม่เหล็กหรือความเหนี่ยวนำแม่เหล็ก ในขณะที่  \mathbf{H} = \mathbf{B} / \mu \ ถูกเรียกว่า สนามแม่เหล็ก (หรือ ความแรงของสนามแม่เหล็ก) และคำเรียกนี้ก็ยังใช้กันติดปากในการแยกปริมาณทั้งสองนี้ เมื่อเราพิจารณาความตอบสนองต่อแม่เหล็กของวัสดุชนิดต่างๆ. แต่ในกรณีทั่วไปแล้ว สองปริมาณนี้ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก และเรามักใช้คำแทนปริมาณทั้งสองชนิดว่าสนามแม่เหล็ก
ในระบบหน่วย SI  \mathbf{B} \ และ  \mathbf{H} \ นั้นมีหน่วยเป็นเทสลา (T) และ แอมแปร์/เมตร (A/m) หรือในระบบหน่วย cgs หน่วยของทั้งสองคือ เกาส์ (G) และ oersted (Oe)
นิยาม
สนามแม่เหล็กนั้นถูกนิยามขึ้นตามแรงที่มันกระทำ เช่นเดียวกับในกรณีของสนามไฟฟ้า ในระบบหน่วย SI แรงดังกล่าวนี้คือ

\mathbf{F} = q \mathbf{v} \times \mathbf{B}
เมื่อ
F คือแรงที่เกิดขึ้น วัดในหน่วยนิวตัน
 \times \ เป็นสัญลักษณ์แสดง cross product ของเวกเตอร์
 q \ คือประจุไฟฟ้า วัดในหน่วยคูลอมบ์
 \mathbf{v} \ คือความเร็วของประจุไฟฟ้า  q \ วัดในหน่วยเมตรต่อวินาที
B คือความหนาแน่นฟลักซ์แม่เหล็ก วัดในหน่วยเทสลา
กฎด้านบนนี้มีชื่อเรียกว่า กฎแรงของลอเรนซ์
ถ้าประจุที่เคลื่อนที่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระแสในเส้นลวด กฎด้านบนนี้สามารถเขียนใหม่ได้ในรูป

\frac {d\mathbf{F}} {d l} = \mathbf{i} \times \mathbf{B}
หรือพูดอีกอย่างคือ สมการนี้กล่าวว่าแรงที่กระทำต่อหน่วยกระแสไฟฟ้านั้นเท่ากับ cross product ระหว่างเวกเตอร์กระแสและสนามแม่เหล็ก ในสมการนี้ เวกเตอร์กระแส \mathbf{i} มีขนาดเท่ากับค่าสเกลาร์ (scalar) ของกระแสเช่นทั่วไป (i) และมีทิศทางชี้ไปในทางที่กระแสไหล
การเกิดขึ้นของสนามแม่เหล็กนั้น บรรยายได้กระชับและสวยงามที่สุดเมื่อใช้เวกเตอร์แคลคูลัส ดังนี้ (สำหรับกรณีของสุญญากาศ)
 \nabla \times \mathbf{B} = \mu_0 \mathbf{J} + \mu_0 \epsilon_0 \frac { \partial \mathbf{E}} {\partial t}
 \nabla \cdot \mathbf{B} = 0
เมื่อ
\nabla \times คือโอเปอเรเตอร์ เคิร์ล (curl)
\nabla \cdot คือโอเปอเรเตอร์ ไดเวอร์เจนซ์ (divergence)
 \mu_0 \ คือ สภาพให้ซึมได้ของสุญญากาศ
 \mathbf{J} \ คือ ความหนาแน่นของกระแส
 \partial \ คือ อนุพันธ์ย่อย
\epsilon_0 \ คือ สภาพยอมของสุญญากาศ
\mathbf{E} \ คือสนามไฟฟ้า
 t \ คือ เวลา
สมการแรกนั้นรู้จักกันในชื่อกฎของแอมแปร์ (หลังการแก้ไขโดยแมกซ์เวลล์) พจน์ที่สองของสมการนี้ (\mu_0 \epsilon_0 \frac { \partial \mathbf{E}} {\partial t}) จะมีค่าเป็นศูนย์ในกรณีที่ระบบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนสมการที่สองนั้นแสดงให้เห็นว่า magnetic monopole นั้นไม่มีอยู่ ทั้งสองสมการนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดสมการของแมกซ์เวลล์
คุณสมบัติ
แมกซ์เวลล์มีผลงานชิ้นสำคัญในการรวมปรากฏการณ์ไฟฟ้าและแม่เหล็กเข้าด้วยกัน และสร้างชุดสมการสี่สมการขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสนามทั้งสองแบบ แต่ด้วยการอธิบายแบบแมกซ์เวลนี้ ยังคงมองปรากฏการณ์ทั้งสองแยกเป็นสนามสองชนิด ซึ่งมุมมองนี้เปลี่ยนไปเมื่อไอน์สไตน์ใช้หลักการของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษแสดงให้เห็นว่า ทั้งสองปรากฏการณ์เป็นเพียงด้านสองด้านของสิ่งเดียวกัน (เทนเซอร์ rank 2 อันหนึ่ง) และผู้สังเกตคนหนึ่งอาจจะรับรู้แรงแม่เหล็ก ในขณะที่ผู้สังเกตคนที่สองรับรู้เป็นแรงไฟฟ้าอย่างเดียวก็ได้ ดังนั้นในมุมมองของสัมพัทธภาพพิเศษ สนามแม่เหล็กจึงเป็นเพียงรูปหนึ่งของแรงไฟฟ้าที่เกิดจากประจุที่กำลังเคลื่อนที่อยู่เท่านั้น และสามารถจะคำนวณได้หากเรารู้แรงไฟฟ้าและการเคลื่อนที่ของประจุเทียบกับผู้สังเกต
เราสามารถใช้การทดลองในจินตนาการแสดงให้เห็นว่าคำกล่าวนี้เป็นจริง โดยพิจารณาเส้นประจุสองเส้นที่ขนานกันและยาวเป็นอนันต์ และอยู่นิ่งเมื่อเทียบกับกันและกัน แต่มีการเคลื่อนที่เทียบกับผู้สังเกตคนแรก. ผู้สังเกตอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปกับเส้นประจุทั้งสอง (ที่ความเร็วเท่ากัน) จะรู้สึกได้เฉพาะแรงไฟฟ้าที่ผลักกันระหว่างประจุและความเร่งที่เกิดขึ้นจากแรงนี้ ส่วนผู้สังเกตคนแรกซึ่งอยู่นิ่งมองเห็นเส้นประจุทั้งสอง (และผู้สังเกตคนที่สอง) เคลื่อนที่ผ่านไปด้วยความเร็วค่าหนึ่ง และยังมองเห็นนาฬิกาของผู้สังเกตที่กำลังเคลื่อนที่นั้นเดินช้าลงด้วย (เนื่องจากเวลาหด (time dilation)) และดังนั้นจึงเห็นว่าความเร่งจากแรงผลักกันของเส้นประจุนั้นมีค่าน้อยลงด้วย เทียบกับความเร่งที่ผู้สังเกตคนที่สองรู้สึก การลดลงของความเร่งในทิศทางผลักกันนี้ สามารถมองในแง่กลศาสตร์ดั้งเดิมได้ว่าเป็นแรงดูดนั่นเอง และแรงดูดนี้มีค่ามากขึ้นเมื่อความเร็วสัมพัทธมีค่ามากขึ้น แรงเสมือนนี้ก็คือแรงแม่เหล็กไฟฟ้าในมุมมองเดิมของแมกซ์เวลนั่นเอง
จากกฎการเหนี่ยวนำของฟาราเดย์ สนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงนั้นสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้า(และกระแสไฟฟ้า) ได้ ปรากฏการณ์นี้เป็นพื้นฐานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและมอเตอร์ไฟฟ้านั่นเอง
เส้นแรงแม่เหล็ก
เส้นแรงแม่เหล็กวิ่งออกจากขั้วเหนือของแม่เหล็กและโค้งเข้าไปยังขั้วใต้
ด้วยนิยามอย่างเป็นทางการแล้ว เส้นแรงแม่เหล็กไม่ได้เป็นปริมาณเวกเตอร์ แต่เป็นเวกเตอร์เสมือน เท่านั้น แม้ว่าภาพต่างๆ มักจะแสดงเส้นแรงแม่เหล็กด้วยลูกศร แต่เราไม่สามารถแปลความหมายลูกศรนั้นเป็นการเคลื่อนที่หรือการไหลของเส้นสนาม
ความสับสนในการเรียกชื่อขั้วแม่เหล็ก
สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ ป้ายขั้วเหนือใต้บนเข็มทิศนั้นเรียกสลับกับขั้วเหนือใต้ของแกนโลก
ถ้าเรามีแม่เหล็กสองอันที่มีป้ายบอกขั้ว ก็ไม่ยากที่จะมองเห็นว่าขั้วเหมือนกันจะผลักกันและขั้วต่างกันดูดกัน แต่การมองแบบนี้ใช้ไม่ได้กับเข็มทิศทั่วไป เพราะสำหรับเข็มทิศแล้ว ด้านที่บอกว่าเหนือชี้ไปทางทิศเหนือไม่ใช่ทิศใต้
เรานิยมเรียกชื่อขั้วของก้อนแม่เหล็กตามทิศที่มันชี้ไป ดังนั้นเราจึงสามารถเรียกขั้วเหนือของแม่เหล็กได้อีกอย่างหนึ่งว่า ขั้วที่ชี้ไปทางเหนือ

ที่มา http://bit.ly/nh0bv5

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การนำความรู้เรื่องความเร่งไปใช้ประโยชน์

ความเร่ง คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความเร็ว เป็นปริมาณเวกเตอร์ที่มีหน่วยเป็น ความยาว/เวลา² ในหน่วยเอสไอกำหนดให้หน่วยเป็น เมตร/วินาที²
ในการเคลื่อนที่ของวัตถุ บางช่วงเวลาวัตถุจะมีความเร็วคงตัว ซึ่งหมายถึงขนาดของความเร็วและทิศการเคลื่อนที่ของวัตถุไม่เปลี่ยนแปลง ความเร็วของวัตถุจะเปลี่ยนเมื่อมีการเปลี่ยนขนาดของความเร็ว หรือมีการเปลี่ยนทิศ หรือมีการเปลี่ยนทั้งขนาดและทิศของความเร็ว โดยจะเรียกว่าวัตถุมีความเร่ง
เนื่องจากความเร็วที่เปลี่ยนไปเป็นปริมาณเวกเตอร์ ดังนั้นความเร่งจึงเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยมีทิศเดียวกับทิศของความเร็วที่เปลี่ยนไป
ความเร่งเฉลี่ยในช่วงเวลาสั้น ๆ จะเป็นความเร่งขณะหนึ่ง ซึ่งถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่งขณะหนึ่งเท่ากันตลอดการเคลื่อนที่ ก็จะถือได้ว่าวัตถุนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร่งคงตัว

ประโยชน์จากเรื่องความเร่ง
วิทยาศาสตร์แห่งจรวดน้ำ
เราจะอธิบายการพุ่งขึ้นของจรวดขวดน้ำด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อย่างไร หลายคนคงเคยเห็นว่า จรวดขวดน้ำพุ่งขึ้นไปในอากาศได้ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเพราะเหตุใด มันจึงพุ่งขึ้นไปได้ ทั้งๆ ที่มันไม่มีเครื่องยนต์ หรือมีการจุดระเบิดของเชื้อเพลิงแต่อย่างใด เราสามารถอธิบายการพุ่งขึ้นไปของจรวดขวดน้ำได้ด้วยกฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน ซึ่งคิดขึ้นโดยท่าน เซอร์ ไอแซค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ
กฎข้อที่ 1 เรียกว่า "กฎของความเฉื่อย" กล่าวคือ วัตถุที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ของมันไว้ โดยเคลื่อนที่ไปทิศทางเดิม ด้วยความเร็วเท่าเดิม เช่น ถ้าลูกบอลที่วางอยู่ไม่มีใครมาเตะ มันก็จะยังอยู่นิ่งๆ อย่างนั้น หรือถ้าลูกบอลที่กำลังกลิ้งอยู่บนพื้นที่เรียบและลื่น (มีแรงเสียดทานน้อยมาก) มันก็จะกลิ้งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่คงที่
กฎข้อที่ 2 กล่าวว่า เมื่อมีแรงภายนอกมากระทำกับวัตถุ จะทำให้มันเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว ซึ่งมีขนาดมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงที่มากระทำ ดังสมการ F = ma โดยที่ F คือ ขนาดของแรงภายนอกที่มากระทำต่อวัตถุ m คือ มวลของวัตถุ a คือ ความเร่งของวัตถุเนื่องจากแรงภายนอกที่มากระทำ เช่น ลูกบอลที่วางอยู่นิ่งๆ เมื่อมีคนมาเตะ (มีแรงภายนอกมากระทำ) มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง โดยถ้ามันถูกเตะออกออกไปด้วยแรงที่มาก มันก็จะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งมากเช่นกัน
กฎข้อที่ 3 แรงกริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยายา แต่มีทิศทางตรงข้าม กล่าวว่า ถ้าวัตถุ A ให้แรงจำนวนหนึ่งแก่วัตถุ B วัตถุ B ก็ให้แรงจำนวนที่เท่ากันกับที่ได้รับมาส่งกลับให้วัตถุ A เช่น การที่เราออกแรงเตะไปที่ลูกบอล (แรงกริยา) ลูกบอลก็จะออกแรงเตะมาที่เท้าของเราเช่นกัน (แรงปฏิกิริยา) ซึ่งทำให้เราเจ็บเท้าได้ เราจำเป็นต้องสวมรองเท้าเพื่อไม่ให้เท้าเราเจ็บครับ หลังจากที่เราอัดอากาศเข้าไปในขวด อากาศที่ถูกอัดอยู่ภายในจรวดขวดน้ำ จะทำหน้าที่เหมือนเป็นสปริงที่จะดันให้จรวดลอยสูงขึ้นไป และดันน้ำให้พุ่งออกทางปากขวด การที่เราเติมน้ำลงไปในจรวดขวดน้ำทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าเราอาศัยเพียงแรงผลักของอากาศทำให้จรวดขวดน้ำพุ่งขึ้นไปได้ เป็นเพราะในขณะที่อากาศผลักให้จรวดขวดน้ำพุ่งขึ้นไป จรวดขวดน้ำก็จะผลักให้อากาศพุ่งถอยหลังไปเช่นกัน (ตามกฎข้อที่ 3 ของนิวตัน) แต่มวลของจรวดมีมากกว่ามวลของอากาศมาก ทำให้อากาศมีความเร่งมากกว่าความเร่งของจรวดมาก (พิจารณาตามกฎข้อที่ 2 ของนิวตัน) ทำให้อากาศพุ่งออกไปจากจรวดขวดน้ำหมดก่อนที่จรวดขวดน้ำจะพุ่งขึ้นไปได้สูง น้ำที่เราเติมลงไปนั้น จะช่วยชะลอเวลาที่อากาศใช้ในการพุ่งออกจากจรวดขวดน้ำ เพราะจรวดขวดน้ำต้องผลักให้น้ำภายในจรวดขวดน้ำพุ่งออกไปด้วย ทำให้ความเร็วของจรวดสูงขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้เติมน้ำลงไปในจรวดขวดน้ำนี้ แต่ปริมาณน้ำที่เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้แรงผลักของอากาศลดลง และความดันภายในจรวดก็จะลดลงรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีอัตราส่วนของการเติมน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้จรวดขวดน้ำพุ่งออกไปได้ไกลที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อการพุ่งของจรวดน้ำ
มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการพุ่งขึ้นของจรวด เช่น ความดัน ปริมาณน้ำที่เติม มุมยิง รูปทรง ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้น้องจะมีวิธีอย่างไรบ้าง เพื่อหาข้อสรุปว่าปัจจัยแต่ละตัว ส่งผลอย่างไร ต่อการพุ่งขึ้นของจรวดขวดน้ำ สำหรับข้อมูลด้านล่างนี้ เป็นเพียงข้อมูลให้ได้ทราบเพื่อเป็นแนวทางก่อนทำการทดลองจริง
1. มุมปล่อยจรวดขวดน้ำ
กรณีนี้ ยิงด้วยมุม 90 องศา เป็นกรณีแรกที่สามารถทดลอง หรืออาจจะเคยเห็นเหตุการณอื่นในชีวิตประจำวันมาบ้างแล้ว เช่น เวลาโยนก้อนหินขึ้นไปเหนือศีรษะ มันก็จะตกลงมาโดนตัวเรา การยิงแบบนี้ก็เหมือนกันมันจะตกลงมาจุดเดิมที่เราปล่อย แล้วกรณีอื่นจะเป็นอย่างไร เราจะยิงด้วยมุมเท่าใด จึงจะทำให้จรวดเราพุ่งไปได้ไกลที่สุด ดูรูปด้านล่าง จะเห็นว่ามุมที่ยิงให้ได้ไกลที่สุดคือ มุม 45 องศา
2. ปริมาณน้ำ
สำหรับการทดลองเรื่องปริมาณน้ำนี้ อาจจะงงนิดหน่อยนะครับว่าน้ำที่เติมลงไปช่วยให้การพุ่งขึ้นอย่างไร แล้วเราต้องเติมปริมาณเท่าใดหรือว่ายิ่งเติมน้ำมากขึ้น จะยิ่งทำให้จรวดเราพุ่งไปไกล แต่สุดท้ายต้องหาข้อสรุปด้วยตัวเองครับ แต่โดยทั่วไปผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้เติมประมาณ 1 ใน 3 ของขวด
3. ความดัน
ยิ่งเราเพิ่มความดันมากขึ้น ยิ่งทำให้จรวดเราพุ่งได้ไกล มากขึ้นเท่านั้น แต่ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันนะครับ เพราะว่า ขวดที่เราใช้นั้น จำกัดความดันแค่ประมาณ 11 บาร์เท่านั้นเอง (สำหรับขวดน้ำอัดลมเท่านั้นนะครับ)
วิธีการประดิษฐ์
1. เตรียมอุปกรณ์ได้แก่ ขวดน้ำอัดลมขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 ขวด เทปกาว กรรไกรหรือคัดเตอร์ แผ่นพลาสติกหรือฟิวเจอร์บอร์ด นอกจากนี้อาจใช้ดินน้ำมันหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อถ่วงหัวจรวดให้หนักขึ้น และปากกาเคมีเพื่อทำเครื่องหมายบริเวณที่จะตัด อาจจะเตรียมไม้รองตัดด้วยก็ได้
2. ใช้ปากกาเคมีขีดตำแหน่งที่จะตัดบนขวดพลาสติกขวดที่หนึ่ง เพื่อจะใช้ทำหัวจรวดและส่วนที่เรียกว่ากระโปรงจรวดใช้ในการติดครีบ(FIN) ตามรูป โดยอาจจะตัดตามรอยส่วนบนและล่างของขวดตามรูปทรงขวดก็ได้
3. นำส่วนหัวของขวดแรก(หมายเลข 1-1)มาสวมด้านท้ายของขวดใบที่ 2 เพื่อทำเป็นหัวจรวด อาจจะถ่วงให้หนักโดยใช้ดินน้ำมันอัดลงในส่วนหัวก็ได้ แล้วพันติดด้วยกันด้วยเทปกาวให้แน่นหนา
4. ส่วนอีกด้านให้ต่อทางด้านปากขวดเพื่อทำเป็นกระโปรงและติดครีบด้วยเทปกาว
5. ตกแต่งให้สวยงามตามต้องการ วิธีการอาจจะมีการดัดแปลงตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อผลของการยิงก็ได้ เพราะสิ่งที่จะเกี่ยวข้องกับการยิงก็จะเกี่ยวข้องกับรูปร่างของจรวดน้ำ น้ำหนัก ครีบ หรืออาจะเป็นแรงต้านของอากาศ
6. เติมน้ำและติดตั้งเข้ากับฐานยิง โดยสูบลมให้มีความดันที่ 50 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ซึ่งเป็นความดันที่ทำให้ยิงได้ไกลมากสำหรับการยิงที่สนามของโรงเรียน
ข้อควรระมัดระวัง
เนื่องจากกิจกรรมจรวดขวดน้ำมีอันตรายอันเนื่องมาจากต้องใช้ความดันสูง และการตกลงสู่พื้นของ จรวดอาจเป็นอันตรายได้ ควรพึงระมัดระวัง ดังนี้
1. สถานที่ดำเนินกิจกรรมต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง ไม่มีกลุ่มคนสัญจรไปมา เช่น สนามฟุตบอล
2. วัสดุที่ใช้ทำจรวดขวดน้ำ ต้องทำการการทดสอบแรงดันให้ทราบค่าที่แน่นอนก่อน เพื่อความ ปลอดภัย เช่น ขวดน้ำอัดลม (ขวด PET) สามารถทนแรงดันได้ประมาณ 12 บาร์
3. ขณะดำเนินกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น หมวกป้องกันศีรษะ แว่นตา และเสื้อกันฝน
4. ก่อนทำการปล่อยจรวดขวดน้ำ ต้องตรวจสอบก่อนทุกครั้งว่ามีคนอยู่ในพื้นที่ที่อาจเป็นอันตราย หรือไม่ และทิศทางการพุ่งไปของจรวดต้องไม่มีกลุ่มคน
5. ถ้าผู้ดำเนินกิจกรรมเป็นเด็ก ต้องมีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ และดูแลเสมอ

ที่มา:  http://bit.ly/iP4qWw 
             http://bit.ly/jtO8FC